เทมเพลตสอดคล้องกับกฎหมายที่บังคับใช้ ชำระเงินปลอดภัย ช่วยเหลือทางอีเมล
เครื่องมือคำนวณ ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก ข้อมูล ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2026

คำนวณค่าโอนรถยนต์

คำนวณค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างถูกต้อง ตามอัตราของกรมการขนส่งทางบก พร้อมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ข้อมูลของคุณ

เลือกประเภทของยานพาหนะที่ต้องการโอนกรรมสิทธิ์

มูลค่าประเมินของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ (บาท) ตามที่กรมการขนส่งทางบกใช้คำนวณภาษี หากไม่ทราบสามารถใช้ราคาซื้อขายตามตลาดเป็นหลักฐานได้

เลือก 'ใช่' หากการโอนกรรมสิทธิ์ครั้งนี้มีการย้ายทะเบียนรถจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง

กรณีที่ต้องทำป้ายทะเบียนใหม่ (เช่น ป้ายหาย, ป้ายเสียหาย, เปลี่ยนจังหวัด) ป้อนจำนวนเงินตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด หากไม่ต้องทำป้ายใหม่ ให้เว้นว่างหรือใส่ 0

ผลลัพธ์

ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมด ฿2,600.00

ผลรวมของค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่ต้องชำระในการโอนกรรมสิทธิ์

วิธีการคำนวณ

ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ (กรมขนส่ง) คำนวณจากมูลค่าประเมินรถ คูณด้วยอัตรา 0.5%
฿2,500.00
ค่าบริการใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมคงที่สำหรับการออกใบอนุญาต
฿50.00
ค่าอากรแสตมป์ ค่าอากรแสตมป์สำหรับเอกสารโอนกรรมสิทธิ์
฿50.00
ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนจังหวัด เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนจังหวัดในการโอน
฿0.00
ค่าป้ายทะเบียนใหม่ กรณีต้องทำป้ายทะเบียนใหม่
฿0.00
ข้อควรทราบ
  • ผลการคำนวณนี้เป็นค่าประมาณตามอัตราธรรมเนียมของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ระบุ ค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างขึ้นอยู่กับนโยบายของสำนักงานขนส่งจังหวัดนั้น ๆ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น ค่าทำใบขับขี่, ค่าตรวจสภาพรถ (กรณีจำเป็น) เป็นต้น
  • มูลค่าประเมินรถ (Assessed Value) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการคำนวณ หากไม่ทราบมูลค่าประเมินที่แน่นอน สามารถใช้ราคาซื้อขายตามความเป็นจริงหรือราคาตลาดเป็นหลักฐานเบื้องต้นได้

ผลลัพธ์นี้เป็นเพียงการประมาณการ คำนวณจากข้อมูลและกฎเกณฑ์ที่ระบุไว้ด้านล่าง ไม่สามารถใช้แทนการคำนวณอย่างเป็นทางการหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้

จัดทำเอกสารตอนนี้

เมื่อได้ผลลัพธ์แล้ว คุณสามารถกรอกเอกสารได้ทันที

ตัวแก้ไขจะเปิดขึ้นพร้อมข้อมูลจากเครื่องมือคำนวณที่กรอกไว้ให้แล้ว

สัญญาซื้อขายยานพาหนะ

ค่าโอนรถยนต์คืออะไร?

ค่าโอนรถยนต์หรือค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ คือค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระให้กับกรมการขนส่งทางบก (ดลท.) เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถในทะเบียนรถ ไม่ว่าจะจากการซื้อขาย มรดก หรือการให้ เป็นการชำระเพื่อให้การโอนกรรมสิทธิ์เป็นไปตามกฎหมายและบันทึกในระบบทะเบียนของทางการอย่างถูกต้อง

ค่าธรรมเนียมการโอนรถยนต์คำนวณอย่างไร?

ค่าธรรมเนียมหลักประกอบด้วยหลายส่วน โดยคำนวณตามสูตรและอัตราที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้ ดังนี้

  • ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์: คำนวณจาก มูลค่าประเมินรถ (Assessed Value) x 0.5% นี่เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดและผันแปรตามราคารถ
  • ค่าบริการใบอนุญาต: ค่าธรรมเนียมคงที่ สำหรับรถยนต์อยู่ที่ 50 บาท และสำหรับรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์: ค่าธรรมเนียมคงที่ 50 บาท สำหรับการประทับตราเอกสารโอนกรรมสิทธิ์
  • ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนจังหวัด: หากการโอนมีการย้ายทะเบียนรถข้ามจังหวัด จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม สำหรับรถยนต์ 300 บาท และรถจักรยานยนต์ 100 บาท
  • ค่าป้ายทะเบียนใหม่: ในกรณีที่ต้องทำป้ายทะเบียนใหม่ เช่น ป้ายหาย ป้ายเสียหาย หรือเปลี่ยนจังหวัด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มตามที่กรมขนส่งกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสำนักงานขนส่ง

ตัวอย่างการคำนวณค่าโอนรถยนต์

สมมติว่าคุณซื้อรถยนต์มือสอง มูลค่าประเมิน 500,000 บาท และทำการโอนภายในจังหวัดเดิม โดยไม่ต้องทำป้ายทะเบียนใหม่ การคำนวณจะเป็นดังนี้

  • ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์: 500,000 บาท x 0.5% = 2,500 บาท
  • ค่าบริการใบอนุญาต: 50 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์: 50 บาท
  • ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนจังหวัด: 0 บาท (ไม่มีการเปลี่ยนจังหวัด)
  • ค่าป้ายทะเบียนใหม่: 0 บาท
  • รวมค่าโอนทั้งหมด: 2,500 + 50 + 50 = 2,600 บาท

กรณีอื่น ๆ ที่พบบ่อย

การโอนรถจักรยานยนต์ข้ามจังหวัด

สำหรับรถมอเตอร์ไซค์มูลค่าประเมิน 80,000 บาท ที่โอนจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ และต้องทำป้ายทะเบียนใหม่ด้วย ค่าใช้จ่ายประมาณ 300 บาท

  • ค่าธรรมเนียมโอน: 80,000 บาท x 0.5% = 400 บาท
  • ค่าบริการใบอนุญาต: 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์: 50 บาท
  • ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนจังหวัด: 100 บาท
  • ค่าป้ายทะเบียนใหม่: 300 บาท
  • รวม: 400 + 20 + 50 + 100 + 300 = 870 บาท

รถยนต์ราคาสูงพร้อมเปลี่ยนจังหวัดและป้ายใหม่

รถยนต์มูลค่าประเมิน 2,000,000 บาท โอนจากภูเก็ตไปขอนแก่น พร้อมทำป้ายใหม่ ค่าใช้จ่ายป้ายประมาณ 500 บาท

  • ค่าธรรมเนียมโอน: 2,000,000 บาท x 0.5% = 10,000 บาท
  • ค่าบริการใบอนุญาต: 50 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์: 50 บาท
  • ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนจังหวัด: 300 บาท
  • ค่าป้ายทะเบียนใหม่: 500 บาท
  • รวม: 10,000 + 50 + 50 + 300 + 500 = 10,900 บาท

ควรเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

ก่อนไปดำเนินการที่สำนักงานขนส่ง ควรเตรียมเอกสารสำคัญเหล่านี้

  • สำเนาใบขับขี่หรือบัตรประชาชนของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
  • สำเนาทะเบียนรถ (เล่มสีน้ำเงิน) ของผู้ขาย
  • ใบแจ้งเปลี่ยนผู้ครอบครองรถ (ภ.พ.บ. 2)
  • ใบรับรองการตรวจสภาพรถ (กรณีรถอายุเกิน 7 ปี)
  • เอกสารการชำระภาษีประจำปีล่าสุด
  • สัญญาซื้อขายรถยนต์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร

ขั้นตอนหลังจากคำนวณค่าโอนแล้ว

หลังจากที่ทราบจำนวนค่าใช้จ่ายโดยประมาณแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญคือการเตรียม สัญญาซื้อขายยานพาหนะ ให้ถูกต้องสมบูรณ์ สัญญานี้จะระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อผู้ขาย รายละเอียดรถ ราคาขาย และที่สำคัญคือข้อตกลงว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ (ผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือแบ่งกันชำระ) การมีสัญญาที่ชัดเจนจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในภายหลังได้

คำถามที่พบบ่อย

ค่าโอนรถยนต์คิดจากราคาซื้อหรือราคาประเมิน?

ค่าโอนรถยนต์ส่วนหลัก (0.5%) คำนวณจาก "มูลค่าประเมินรถ" (Assessed Value) ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งอาจไม่เท่ากับราคาซื้อขายจริงเสมอไป กรมขนส่งจะมีตารางประเมินมูลค่ารถตามรุ่นและปีที่ผลิต หากไม่ทราบมูลค่าประเมินที่แน่นอน สามารถใช้ราคาซื้อขายตามความเป็นจริงเป็นหลักฐานเบื้องต้นในการคำนวณได้

โอนรถภายในจังหวัด กับข้ามจังหวัด ค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่ "ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนจังหวัด" ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการย้ายทะเบียนรถจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่งเท่านั้น โดยรถยนต์มีค่าธรรมเนียม 300 บาท และรถจักรยานยนต์ 100 บาท นอกจากนี้ หากข้ามจังหวัดมักต้องทำป้ายทะเบียนใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วย

ต้องชำระค่าโอนที่ไหน?

ต้องชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่สำนักงานขนส่งจังหวัดที่รถจะไปขึ้นทะเบียน หรือสำนักงานขนส่งที่เกี่ยวข้อง โดยชำระเป็นเงินสดหรือผ่านช่องทางที่สำนักงานนั้น ๆ กำหนด ณ วันดำเนินการ

ใครควรเป็นผู้จ่ายค่าโอน? ผู้ซื้อหรือผู้ขาย?

กฎหมายไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งควรระบุให้ชัดเจนในสัญญาซื้อขายรถยนต์ โดยทั่วไปมักตกลงกันให้ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบค่าโอน แต่อาจมีกรณีที่ผู้ขายรับผิดชอบหรือแบ่งกันชำระ

จำเป็นต้องทำสัญญาซื้อขายรถยนต์หรือไม่?

แม้กฎหมายอาจไม่ได้บังคับให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง แต่การทำ "สัญญาซื้อขายยานพาหนะ" เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นหลักฐานทางกฎหมายที่บันทึกข้อตกลงทุกอย่างระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และความรับผิดชอบค่าโอน ช่วยป้องกันปัญหาความเข้าใจผิดหรือข้อพิพาทในอนาคต

รถอายุเกิน 7 ปี โอนได้เหมือนปกติหรือไม่?

ได้ แต่รถที่อายุเกิน 7 ปี จะต้องมี "ใบรับรองการตรวจสภาพรถ" จากศูนย์ตรวจสภาพรถที่กรมขนส่งรับรองก่อน จึงจะสามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ได้ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจสภาพเพิ่มเติมเข้ามาด้วย